วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เกาะเซ็นโตซ่า

เกาะ Sentosa เกาะมหาสนุก

เกาะเซ็นโตซ่า (Sentosa) หรือ เกาะมหาสนุก เมื่อก่อนเคยเป็นฐานทัพทางทหาร เมื่อครั้งยังตกเป็นอาณานิคม ของคนอังกฤษ ปืนใหญ่ที่เมื่อก่อนเคยใช้ ก็เป็นจัดแสดงโชว์ที่นี่ คือ ฟอร์ด ซิโลโซ่ (Fort Siloso) ใน ต่อมาทางรัฐบาลได้สร้างขึ้นมาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ภายในเกาะเซ็นโตซ่ามีขนาด 5 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดอันดับสี่ของสิงคโปร์ ภายในเกาะถูกจัดให้มีสถาน ที่สำหรับท่องเที่ยวหลายที่ สามารถ นั่งรถรางฟรีภายในเกาะเชื่อมต่อไปยังสถานที่เที่ยว

จุดท่องเที่ยวหลักๆของเกาะเซ็นโตซา มีดังนี้
Image of Sigapore ลักษณะเหมือนพิพิทธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องรามของสิงคโปร์โดยใช้สื่อมัลติมีเดียเป็นจุดแรกที่ลงจากรถกระเช้ามาก็จะพบอาคารสีขาวหลังคาแดง
ค่าบริการ 10 เหรียญ และ 7 เหรียญสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี เดินทางโดยรถบัสสายสีน้ำเงินและสีแดง
         Carlsberg Sky Tower เป็นหอคอยสูง 131 เมตรการเข้าชมเค้าจะพาเราขึ้นแคบซูลวงกลมซึ่งจะหมุนช้าๆ 360 องศาและไต่ระดับขึ้นไปจนสุดความสูงของหอนักท่องเที่ยวจะเห็นทัศนียภาพรอบเกาะเซนโตซาและเกาะสิงคโปร์รวมไปถึงตอนเหนือของหมู่เกาะอินโดนีเซีย
ค่าบริการผู้ใหญ่ 12 เหรียญ เด็ก 10 เหรียญ เดินทางโดยรถบัสสายสีน้ำเงินและสีแดง
         Butterfly Park & Insect Kingdom อาณาจักรผีเสื้อและแมลง รวบรวมผีเสื้อและแมลงกว่าพันชนิด
ค่าบริการผู้ใหญ่ 10 เหรียญ เด็ก 6 เหรียญ เดินทางโดยรถบัสสายสีน้ำเงินและสีแดง
          Sentosa Luge & Skyride เครื่องเล่นลักษณะคล้ายรถ go-cart ก่อนเล่นต้องนั่งกระเช้าคล้ายกระเช้าเล่นสกี(Luge)ขึ้นไปบนเขาแล้วไถรถลงมาตามลาดเนินเขา  
ค่าบริการรอบละ 10 เหรียญ สองรอบ 18 เหรียญบัตรครอบครัวสำหรับ 4 คน 27 เหรียญต่อรอบ เดินทางโดยรถบัสสายสีแดง และสีน้ำเงิน
          Underwater World ศูนย์แสดงสัตว์น้ำเหมือน Ocean World บ้านเรา
ค่าบริการผู้ใหญ่ 19.90 เหรียญ เด็ก 12.70 เหรียญ เดินทางโดยรถบัสสายสีน้ำเงินและสีแดง
เมื่อซื้อตั๋วเข้าชม Under Water World แล้วสามารถใช้ตั๋วอีกส่วนเข้าชมโลมาโชว์ได้ที่ Dolphin Lagoon
          Songs of the Sea การแสดงแสง สี เสียง ผ่านมาผ่านน้ำ รอบการแสดงมี 2 รอบคือทุ่มสี่สิบและสองทุ่มสี่สิบ
ค่าเข้าชมคนละ 6 เหรียญ
         The Merlion สิงห์โตหางเป็นปลาขนาดยักษ์ ความสูง 37 เมตรสามารถขึ้นไปชมวิวบนปากและตาของสิงห์โตได้
          Merlion ที่สิงคโปร์มีทั้งหมด 3 ตัว อีก 2 ตัวอยู่ที่ Marina Bay ตัวใหญ่พ่นน้ำได้เป็น Landmark ของประเทศ
อีกตัวอยู่ด้านหลังเป็นตัวเล็กครับ ค่าเข้าชม Merlion ที่เซ็นโตซ่า ผู้ใหญ่ 8 เหรียญ เด็ก 5 เหรียญ
        Sentosa 4D Magix โรงหนังสี่มิติ ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 16 เหรียญ เด็ก 9.5 เหรียญ
การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปสิงค์โปร์
เดินทางออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินนานาชาติชางฮี (Changhi Airport)เมื่อมาถึงเรียบร้อยแล้วก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า MRT เข้าเมือง ไปตามป้ายที่เขียนว่า Train to City ลงสถานี Haber Front

  สำหรับการเดินทางจากเกาะสิงคโปร์ไปสู่เกาะเซ็นโตซ่าก็มีด้วยกันหลายวิธีคือ
1. กระเช้าลอยฟ้า (Cable Car)
จากบนยอดตึกฮาเบอร์ฟรอนท์ทาวเวอร์ 2

                                           
ลงแบบทางด่วน 1 คันนั่งได้ 2 คน ค่าบริการคนละราว 300 บาท


คุณป้ามหาภัย (ภาพจากโปสเตอร์) จะเร็วจะช้า ก็อยู่ที่มือนั่นแหละครับ
2. รถราง Sentosa Express จากสถานี  Haber Front ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ของตึกvivo city

การเดินทางด้วย Sentosa Express ออกจาก MRT Harbour Front ก็ให้เดินไปตามป้ายบอกทาง Sentosa Express Vivocity L3



ก็ให้เดินไปตามป้ายบอกทาง Sentosa Express Vivocity L3




ซื้อบัตรกันก่อนราคาไปกลับคนละ 3$ เพิ่มเติมอีกนิด ตอนนี้สามารถใช้ บัตร EZ-Link ได้แล้ว




หน้าตาบัตรโดยสาร Sentosa Express





เจ้ารถ Sentosa Express ก็เป็นรถไฟฟ้า วิ่งบนรางเชื่อมระหว่างฝั่งสิงคโปร์กัเกาะ Sentosa




 






แล้วก็ลงที่สถานีแรกกันเลยที่สถานี Waterfront Station



3. รถเมล์ (bus) จาก Bus Terminal  Haber Front
เมื่อเดินทางถึงเกาะ เซ็นโตซ่า แล้วก็นั่งรถบัสเพื่อเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ บนเกาะเซ็นโตซ่า บางแห่งสามารถเดินเท้าเที่ยวได้ แต่แหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง ไม่สามารถเดินไปเที่ยวได้ รถบัส ที่ให้บริการบนเกาะเซ็นโตซ่า ซึ่งการบริการนี้เป็นบริการฟรี รถเมล์ที่วิ่งให้บริการบนเกาะ มี 4 สาย โดยแบ่งเป็น 4 สีดังนี้คือ
1.        สายน้ำเงิน ให้บริการ Image of Sigapore ลักษณะเหมือนพิพิทธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องรามของสิงคโปร์ ; Carlsberg Sky Tower; Butterfly Park & Insect Kingdom อาณาจักรผีเสื้อและแมลง; Underwater World; Sentosa Luge & Skyride เครื่องเล่น
2.        สายสีเหลือง ให้บริการรถบัสเซนโตซ่า
3.        สายสีเขียว ให้บริการ SBS Transit สวนสาธารณะ
4.        สายสีแดง ให้บริการ Image of Sigapore ลักษณะเหมือนพิพิทธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องรามของสิงคโปร์; Carlsberg Sky Tower; Butterfly Park & Insect Kingdom อาณาจักรผีเสื้อและแมลง; Underwater World; Sentosa Luge & Skyride เครื่องเล่น
โดยที่รถบัสทั้ง 4 สายจะวิ่งวนไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รอบเกาะ เริ่มตั้งแต่ 09.00 - 24.00 ทุกวัน
แหล่งที่มา

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โลจิสติกส์ Logistics

นิยามของโลจิสติกส์

โลจิสติกส์ หมายถึง กระบวนการวางแผน การดำเนินงาน และการควบคุมการเคลื่อนย้ายทั้งไปแลกลับ
การเก็บรักษาสินค้า บริการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการผลิตไปสู่จุดสุดท้ายของการบริโภคเพื่อตอบสนองความ ต้องการของลูกค้า

โลจิสติกส์ (Logistics) หมายถึง การจัดลำเลียงสินค้าเพื่อให้เกิดค่าใช้จ่ายโดยรวมในการกระจายสินค้าต่ำที่ สุด โลจิสติกส์เกี่ยวข้องตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบและไปสิ้นสุด ณ จุดที่มีการบริโภคสินค้านั้น หรือในอีกความหมายหนึ่ง โลจิสติกส์เป็นกระบวนการในการจัดการวางแผน จัดสายงานและควบคุมกิจกรรมทั้งในส่วนที่มีการเคลื่อนย้ายและไม่มีการเคลื่อน ย้ายในการอำนวยความสะดวกของกระบวนการไหลของสินค้า ตั้งแต่จุดเริ่มจัดหาวัตถุดิบไปถึงจุดที่มีการบริโภคโลจิสติกส์ ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ 2 ลักษณะ คือ กิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน

โลจิสติกส์      หมายถึง การจัดการเคลื่อนย้ายของสินค้า บริการ ข้อมูล และการเงินระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค จะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ ดังต่อไปนี้



กิจกรรมหลั (Key Activities) ได้แก่
- ระบบการขนส่ง (Transportation)
- การบริหารสินค้าใน stock ( Inventory Management)
- ขบวนการสั่งซื้อ (Order Processing)
- การจัดการด้านข้อมูล ( Information Management)
- การจัดการด้านการเงิน ( Financial Management)

กิจกรรมสนับสนุน ( Supporting Activities) ได้แก่
- การบริหารคลังสินค้า ( Warehouse Management)
- การจัดการควบคุมวัสดุในการผลิต ( Material Handling)
- การจัดซื้อ ( Purchasing)
- การบรรจุหีบห่อ ( Packaging)
- การบริหารความต้องการของสินค้า ( Demand Management)


                                                                                   

โลจิสติกส์สำคัญอย่างไร
 
          สหรัฐอเมริกา ประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมือง อาจจะกล่าวได้ว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก  ดูจากการเปลี่ยนแปลงของอเมริกาก็ว่าได้ สหรัฐอเริกามีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนือง และมีความก้าวหน้า  เป็นอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการขับเคลื่อนโดยภาคธุรกิจเป็นหลัก เนื่องจากมีการแข่งขันอย่างรุนแรงในการลดต้นทุน  โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีการสร้างความร่วมมือกันในโซ่อุปทานโดยใช้การบริหาร  นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังมีความตื่นตัวในการจัดระบบฐานข้อมูลโลจิสติกส์เพื่อการวิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริง และที่ผ่านมาภาครัฐได้ออกกฎหมายควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี จากการพัฒนาดังกล่าว ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนือง (จากประมาณร้อยละ 16 ของ GDP ในปี 1981 ลงมาเหลือร้อยละ 9.5 ในปี 2001) และจากการลดต้นทุนดังกล่าวทำให้เกิดทฤษฎี  ประมาณว่าในระดับธุรกิจนั้น พบว่าหากบริษัทสามารถลดต้นทุนการขนส่งได้ร้อยละ 1 แล้วจะสามารถทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ และหากประเทศหนึ่งๆ สามารถลดต้นทุนการขนส่งร้อยละ 10 แล้วจะสามารถเพิ่มการค้ารวม (ภายในและส่งออก) ได้ถึง ร้อยละ 20  สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียบางประเทศนั้นจะสามารถเพิ่มมูลค่า GDP ได้ถึงร้อยละ 1.5-2.0 หากประเทศนั้น  สามารถ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ถึงร้อยละ 15-20
 

การส่งสินค้าและการจัดเก็บ


1. ขอความร่วมมือจากซัพพลายเออร์ให้ส่งสินค้าเป็นแบบใส่พาเลทมากขึ้น ลองเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานดู หากขนถ่ายสินค้าที่ไม่บรรจุพาเลทต้องใช้พนักงาน 3 คนและใช้เวลาถึง 4 ชม. กับการขนสินค้าจำนวนเท่ากัน แต่การใส่พาเลทและใช้พนักงานคนเดียวทำเสร็จภายใน 30 นาที อย่างไหนจะคุ้มกว่ากัน ร้านค้าปลีกรายใหญ่บางแห่งจะกำหนดขนาดและแบบพาเลทให้ซ้อนกันได้ด้วย เพื่อไม่ต้องเสียเวลาขนถ่ายใหม่ คู่ค้ารายใดไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกปฏิเสธการรับสินค้า
2. วางแผนจัดเก็บสินค้าด้วยพาเลทให้เกิดประโยชน์สูงสุด บางครั้งอาจจำเป็นต้องจัดพาเลทในคลังสินค้าเพื่อจัดเก็บสินค้าที่เข้ามาจาก ตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่ใส่พาเลทด้วย ในกรณีนี้ อาจต้องหาโปรแกรมคำนวณการจัดพาเลทมาช่วยงาน เพียงใส่ตัวเลขขนาดคาร์ตัน เครื่องก็จะคำนวณรูปแบบการจัดวางที่มีประสิทธิภาพที่สุดออกมา แต่ต้องแจ้งพนักงานจัดพาเลทใช้ให้เหมาะกับงาน
3. จัดตั้งพาเลทแนวสูงหากคลังสินค้ามีพื้นที่พอ เพราะการวางสูงขึ้นไปจะทำให้ขนย้ายสินค้าได้มากชิ้นต่อครั้ง ช่วยลดจำนวนครั้งในการขนถ่ายลง แต่ต้องดูสมรรถนะของโฟล์กลิฟท์ที่ใช้ด้วยว่าไปกับความสูงได้
4. ขอให้ซัพพลายเออร์จัดสินค้ารายการเดียวกันอยู่รวมกัน เช่น สินค้าชนิดหนึ่งส่งมา 12 คาร์ตัน สินค้านั้นก็ควรจะอยู่ที่เดียวกันภายในคอนเทนเนอร์ ไม่ใช่อยู่ด้านหน้า 4 คาร์ตัน ตรงกลาง 4 คาร์ตันและที่เหลืออยู่ในสุดของตู้ บริษัทบางแห่งจัดพิมพ์คู่มือการขนถ่ายสินค้าให้กับซัพพลายเออร์ด้วย หากรายใดไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับ
5. ประสานงานกับ carrier ให้มาส่งของนอกเวลาพีคไทม์ พนักงานจะได้ขนของโดยไร้ความกดดัน และคนขับรถก็ไม่ต้องต่อคิวนาน หรือต้องขับไปจอดหลบตรงนั้นตรงนี้ระหว่างรอ ซึ่งอาจทำให้ถูกปรับเพราะเกิดความล่าช้าที่คาดไม่ถึง

                                                               

6. บริหารคำสั่งซื้อแบบรายสัปดาห์หรือตามช่วงพีคของฤดูกาลล่วงหน้า เมื่อจัดการแพ็คเรียบร้อยแล้วก็ส่งไปเก็บ ณ จุดเตรียมส่งได้เลย วิธีการนี้เรียกว่า pack-and-hold orders คือ เตรียมออร์เดอร์ล่วงหน้าแล้วรอไว้เตรียมส่ง วิธีนี้เหมาะกับออร์เดอร์มาตรฐานที่สามารถหยิบนอกเวลาพีคไทม์และเก็บไว้ที่ จุดเตรียมส่งจนถึงกำหนดวันส่ง สามารถใช้ trailer และพาเลท ณ จุดเตรียมส่ง เป็นที่เก็บออร์เดอร์ล่วงหน้าได้
7. ประสานงานกับซัพพลายเออร์ให้บรรจุสินค้าให้เสร็จก่อน (pre-packs) บริษัทที่ทำอย่างนี้คือบริษัทเสื้อผ้าที่มักสั่งให้ผู้ผลิตในต่างประเทศติด บาร์โค้ด อาทิ รุ่น สี หรือขนาด ให้เสร็จก่อนทำการบรรจุ เมื่อสินค้าที่สั่งมาถึงศูนย์กระจายสินค้า ก็สามารถสแกนแล้วติด label ใหม่ (เพื่อให้ตรงตามการจัดสรรพื้นที่และชั้นเก็บของที่เตรียมไว้ล่วงหน้า) และส่งต่อไปยังพื้นที่ส่งผ่าน (cross dock) ไปตามร้านค้าที่กำหนดได้เลย
8. ทบทวนเส้นทางของการหยิบเพื่อหาทางลดระยะทางในการทำงาน สินค้าที่ขายดีและเร็ว ควรจัดเก็บใกล้ประตูเข้าออกมากที่สุด เพื่อให้หยิบได้เร็ว ย้ายสินค้าที่พ้นฤดูกาลลึกเข้าไปข้างในแทน
9. เพิ่มชั้นเล็กเพื่อเก็บสินค้าที่มีรายการสินค้า (SKU) น้อย ปัจจุบันมีวิธีเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้าด้วยการสั่งสินค้าเป็นกล่องแทน สั่งแบบเต็มพาเลท เพื่อให้สินค้าในคลังหมุนเวียนได้เร็ว การมีชั้นย่อยเพื่อเก็บสินค้าประเภทนี้ทำให้หาของได้ง่าย
10. สินค้าพวกลูกฟูกกินเนื้อที่ ไม่ควรสั่งมาเก็บให้เปลืองพื้นที่มีค่าในคลังสินค้า สินค้าประเภทนี้ควรสั่งเป็นแบบ just-in-time มากที่สุด
11.จัดการเคลียร์คลังสินค้าทุกจุดเป็นระยะๆ เพราะทิ้งไว้นานๆ คลังสินค้าจะรก กลายเป็นที่เก็บของไม่จำเป็น สิ้นเปลืองพื้นที่มีค่าโดยใช่เหตุ ควรย้ายของที่ไม่ใช้ประโยชน์ออกไป หรือคิดค่าเก็บค่ารักษาจากหน่วยงานภายในบริษัทด้วยหากมีการนำมาฝากเก็บ

ขอขอบคุณ

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

มาร์โค โปโล (Marco Polo)[c.1254-1324]

                     
ประวัติ 
             มาร์โคโปโล เกิดวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 1797 (ค.ศ.1254) ณ เกาะคอรชูล่า ในประเทศโครเอเชียปัจจุบัน เสียชีวิต 8 มกราคม พ.ศ. 1866(ค.ศ.1324) เป็นนักเดินทางค้าขายและนักสำรวจชาวเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี มาร์โคโปโลเป็นชาวตะวันตกคนแรก ๆ ที่ได้เดินทางตามเส้นทางสายไหม (ร่วมกับบิดาและลุงของเขา) ไปยังประเทศจีน (ซึ่งเขาเรียกว่า คาเธ่ย์) และได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิกุบไล ข่านแห่งจักรวรรดิมองโกล ผู้เป็นหลานปู่ของเจงกีส ข่าน และได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหางโจวช่วยงานราชสำนักถึง 17 ปี ก่อนเดินทางกลับบ้านเกิดการเดินทางของเขาถูกบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ อิลมีลีโอเน     
(IlMilione)หรืออีกชื่อหนึ่งคือ การเดินทางของมาร์โคโปโล

                   มาร์โค โปโล นักเดินทางในสมัยกลางชาวอิตาเลี่ยน ถือว่าเป็นชาวยุโรปคนแรก ที่เดินทางข้ามทวีปเอเชีย และได้เขียนบันทึกการเดินทางเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ยินได้ฟังเอาไว้. หนังสือบันทึกการเดินทางของเขาได้รับการรู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า The Travels of Marco Polo, ในหนังสือเล่มดังกล่าว เขาได้อธิบายถึงทวีปๆหนึ่ง ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักกันเลยสำหรับชาวยุโรปในยุคสมัยของเขา. เขาได้พรรณาถึงอารยธรรมเกี่ยวกับจีน ซึ่งเจริญเหนือกว่าวัฒนธรรม และเทคโนโลยีของชาวยุโรป. แต่เนื่องจากว่าบางส่วน มีนัยะที่เป็นไปในเชิงยกยอปอปั้น, หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้รับการพิจารณาในสาระสำคัญ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่เสกสรรค์ขึ้นมา และเป็นเรื่องเกินความจริงไป. จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 19 นักวิชาการและบรรดานักสำรวจทั้งหลาย จึงยืนยันถึงความถูกต้องเที่ยงตรงโดยทั่วๆไป เกี่ยวกับการสังเกตุการณ์ของมาร์โคโปโล
มาร์โคโปโล (Marco Polo)
         มาร์โคโปโลเป็นลูกพ่อค้าชาวเมืองเวนิส และได้ออกเดินทางทางบกไปถึงประเทศจีนกับบิดา และลุงของเขา เมื่อ ค.ศ. 1271 ซึ่งเป็นการเดินทางผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ ในประวัติการค้นคว้าสำรวจครั้งหนึ่ง ในสมัยนั้นบิดาและลุงของมาร์โคโปโลได้เข้าไปอยู่ในประเทศจีนในฐานะพ่อค้า เมื่อกลับมาถึงเวนิสและจะออกเดินทางไปอีกได้นำเอามาร์โคโปโลลูกชายอายุ 17 ปีไปด้วย พร้อมกับหนังสือของพระสังฆราชไปยังพระเจ้ากุบไลข่าน จักรพรรดิแห่งประเทศจีน ตลอดระยะทาง มาร์โคโปโลได้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาได้พบเห็นไว้หมดสิ้น เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับนครแบกแดด ศูนย์การค้าของพวกอาหรับ การเดินทางข้ามเทือกเขาฮินดูกูส และทะเลทรายเป็นต้น การเดินทางครั้งนั้นกินเวลา 3 ปี จึงไปถึงราชสำนักของพระเจ้ากุบไลข่าน ในประเทศจีน มาร์โคโปโลได้พบว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ เขาได้เห็นชาวเมืองใช้กระดาษแทนเงินตรา ใช้ถ่านหินก่อไฟผิง หุงต้มและใช้ในกิจการอื่น ๆ ตลอดจนได้พบเห็นการแกะตัวพิมพ์ด้วยไม้ และการพิมพ์ตัวหนังสือลงบนกระดาษ ฯลฯ อันเป็นความรู้ใหม่ของชาวยุโรป เช่น มาร์โคโปโล สมัยนั้น เมื่อไปอยู่ในราชสำนักนาน ๆ ไม่ช้า มาร์โคโปโลก็เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าข่าน เขาได้ถูกส่งให้ไปดูแลบ้านเมืองต่าง ๆ ของประเทศจีน และออกไปยังดินแดนของพม่า ธิเบต ขึ้นไปทางเหนือถึงดินแดนไซบีเรีย ได้เห็นสุนัขลากเลื่อน หมีขาว และชาวพื้นเมืองซึ่งนั่งบนเลื่อนน้ำแข็ง มีกวางเรนเดียร์ลากไปมา การเดินทางท่องเที่ยวของมาร์โคโปโลไปยังที่ต่าง ๆ โดยอาศัยความคุ้มครองของจักรพรรดิข่าน ทำให้เขาได้ทราบเรื่องราวของอาเซียตะวันออกได้ดียิ่งกว่าชาวพื้นเมืองเสียอีก ทางประวัติศาสตร์จึงยกย่องว่า มาร์โคโปโลเป็นนักสำรวจค้นคว้าคนสำคัญคนหนึ่ง

ขอขอบคุณ
http://nu20003.9.forumer.com/a/_post729.html