วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

โมเดิร์น อาร์ต

ศิลปะสมัยใหม่
Modern Art

คริสต์ทศวรรษ 1860-1970   โดยทั่วไปคำว่า โมเดิร์น (Modern คือคำวิเศษณ์ ตรงกับคำว่า สมัยใหม่ในภาษาไทย) หมายถึง ความใหม่ ความร่วมยุคร่วมสมัย ศิลปะล้วนแล้วแต่ ใหม่ (modern)” สำหรับผู้สร้างมัน ถึงแม้ว่าจะเป็น ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา (Renaissance, เรอเนอซองส์) ในฟลอเรนซ์ หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในนิวยอร์ค หรือศิลปะที่เขียนขึ้นในวันนี้ ในรูปแบบของศิลปะคริสต์ศตวรรษที่ 15 ก็ยัง ใหม่ (modern)” ในความหมายนี้   หรืออีกนัยหนึ่ง ในความหมายแบบกำปั้นทุบดินสมัยใหม่ก็คือ สิ่งที่ไม่เก่า สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ เก่าหรือ ประเพณีดังเช่น ความสมัยใหม่ในบริบทของสังคมไทย ภาพเขียนของ ขรัวอินโข่ง หรือของ สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงสมัยใหม่สำหรับสังคมไทยในสมัยนั้นๆ  เรา(คนไทย) มักจะนึก ความเป็นฝรั่งพร้อมๆกับคำว่าสมัยใหม่ แต่ในความหมายเชิงประวัติศาสตร์ คำว่า โมเดิร์นในศิลปะตะวันตกหมายถึงยุคสมัยจำเพาะในทางประวัติศาสตร์ ระหว่างประมาณคริสต์ทศวรรษ 1860-1970 ในความหมายนี้สมัยใหม่ถูกใช้อธิบายรูปแบบและอุดมคติหรืออุดมการณ์ในการสร้างสรรค์ในยุคนั้นๆ

ลักษณะสำคัญของ ศิลปะสมัยใหม่” (Modern Art) และ ลัทธิสมัยใหม่” (Modernism, โมเดิร์นนิสม์) คือ ทัศนคติใหม่ๆที่มีต่ออดีตและอนาคต ซึ่งเป็นไปแบบสุดขั้ว โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ถือกันว่าเป็นยุคปฏิวัติของยุโรป ศิลปินเริ่มที่จะให้การยอมรับการเขียนภาพ เหตุการณ์ปัจจุบัน-ร่วมสมัยในยุคของตนว่า สามารถมีคุณค่าทางศิลปะได้เท่าเทียมกับภาพเขียนเรื่องราวในอดีตตั้งแต่ยุคโบราณ หรือยุคประวัติศาสตร์จากคัมภีร์ไบเบิล  การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนานใหญ่ทั่วยุโรปใน ปี 1848 ประกอบกับการอ่อนแรงของศิลปะแบบทางการ หรือ ศิลปะตามหลักวิชา (academic art) ทำให้กระแสศิลปะลัทธิสมัยใหม่ยิ่งเติบโต
จิตรกรแนว นีโอ-คลาสสิสม์ (Neo-Classicism) อย่าง ฌาค หลุยส์ ดาวิด (Jacques Louis David) เขียนภาพเหตุการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส จิตรกรแนว โรแมนติสิสม์ (Romanticism) อย่าง ฟรานซิสโก เดอ โกย่า (Francisco de Goya) เขียนภาพเหตุการณ์ตอนที่นโปเลียนจากฝรั่งเศสรุกรานสเปน เรื่องราวที่จิตรกรทั้งสองเขียนในภาพของพวกเขา ได้ช่วยแผ้วถางทางของศิลปะในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ดังที่เห็นได้จากงานศิลปะที่ปฏิเสธการเขียนภาพเกี่ยวกับอดีต ของศิลปิน เรียลลิสม์ (Realism, สัจนิยม) อย่างเช่น กุสตาฟ กูร์เบต์ (Gustave Courbet) และ เอดัวร์ มาเนต์ (Edouard Manet)  ในจุดเริ่มต้นของศิลปินสมัยใหม่ พวก อิมเพรสชันนิสต์ (Impressionist, Impressionism) และ โพสต์-อิมเพรสชันนิสต์ (Post-Impressionist, Post-Impressionism) จะทำการปฏิเสธทั้งการเขียนภาพเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และยังไม่สนใจขนบของการสร้างภาพลวงตา (เขียนให้เหมือนจริงมาก) ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่ ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยา
ความใหม่คือสิ่งที่ศิลปินสมัยใหม่ให้ความสำคัญ ทัศนคติแบบนี้จะปรากฏให้เห็นในแนวคิดเกี่ยวกับ อาวองท์-การ์ด” (avant-garde, หัวก้าวหน้า) คำนี้เป็นศัพท์ทางการทหาร หมายถึง ทหารแนวหน้า (advance guard) ศิลปินอาวองท์-การ์ด หรือศิลปินหัวก้าวหน้า ได้กลายเป็นพวกที่ล้ำยุคล้ำสมัยของสังคม (ก้าวเร็วแซงหน้าจนชาวบ้านตามไม่ทัน) ถึงแม้ว่าความก้าวหน้ามากๆแบบนี้จะได้รับการยอมรับโดยทั่วไป แต่การที่ศิลปินอิสระจนหลุดพ้นไปจากกรอบของยุคสมัย บางทีก็ถูกปฏิเสธจากนักประวัติศาสตร์ศิลป์อยู่เหมือนกัน  บทบาทของผู้อุปถัมภ์ศิลปะในอดีตอย่าง ศาสนจักร รัฐ และขุนนาง ที่ลดลงไปอย่างมาก ได้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ลัทธิสมัยใหม่ พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เพราะศิลปินสมัยใหม่จะมีอิสระเสรีที่จะคิดและทำศิลปะที่แตกต่างไปจากอดีต ซึ่งต้องทำตามความชอบของผู้ว่าจ้าง
นอกจากนี้ การค้าขายศิลปะตามระบบทุนนิยม ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้ศิลปินทำการทดลองอะไรที่แปลกใหม่ คำว่า ศิลปะเพื่อศิลปะที่เริ่มแพร่หลายในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็ยิ่งกระจายออกไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คำๆนี้สามารถใช้อธิบายศิลปะที่เกิดจากความคิดส่วนตัวของศิลปิน ที่มีความเป็นปัจเจกสูงเสียจนไม่ต้องการการอ้างอิงไปถึงประเด็นทางสังคมและศาสนา
การเติบโตของ ศิลปะสมัยใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของการที่สังคมตะวันตกได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ ความเป็นอุตสาหกรรม”, “ความเป็นเมืองใหญ่แบบมหานครและการเป็นสังคมแบบวัตถุนิยมอย่างเต็มที่ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ศิลปินสมัยใหม่ได้ท้าทายรสนิยมของชนชั้นกลาง โดยหาเรื่องและประเด็นใหม่ๆ รูปแบบใหม่ๆ ที่ดูแปลกประหลาดไปจากระเบียบแบบแผนดั้งเดิม
ศิลปะสมัยใหม่มักจะมีแนวเนื้อหาเกี่ยวกับ การเฉลิมฉลองเทคโนโลยี การค้นหาจิตวิญญาณ และ การกระตุ้นด้วยความป่าเถื่อน (จากความสนใจในศิลปะของ
คนป่า (Primitivism)) ศิลปินได้แสดงออกแนวเนื้อหาเหล่านั้นออกมาในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลาย แนวเนื้อหาของการเฉลิมฉลองเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ได้ปรากฏออกมาในรูปของการชื่นชม ความเร็วดังที่เห็นได้จากศิลปะในลัทธิ ฟิวเจอร์ริสม์ (Futurism) การใช้แนวคิดในเชิงวิทยาศาสตร์ปรากฏให้เห็นในงานของพวก คอนสตรัคติวิสม์ (Constructivism ในสหภาพโซเวียต)
การค้นหาจิตวิญญานจะมีอยู่ในงานของพวก ซิมโบลลิสม์ (Symbolism ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา) เดอ สตีล หรือ เดอะ สไตล์ (De Stijl/The Style ในเนเธอร์แลนด์) นาบิส (Nabis ในฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษ 1890) และ แดร์ บลาว ไรเตอร์ หรือ เดอะ บลู ไรเดอร์ (Der Blaue Reiter/The Blue Rider ในเมืองมิวนิค เยอรมนี) งานประเภทนี้ถือว่าเป็นปฏิกริยาโต้ตอบกับวัตถุนิยมในยุคสมัยใหม่
ความสนใจในความเถื่อนของศิลปะจากคนป่าและชาวเกาะ (อัฟริกันและชาวเกาะ หรือ โอเชียนนิค Oceanic) จะปรากฏชัดในงานของ โพสต์-อิมเพรสชันนิสม์ คิวบิสม์ (Cubism) และ เยอรมัน เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (German Expressionism ในเยอรมนีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 20) ความสนใจในสิ่งเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นผลของลัทธิ จักรวรรดินิยม” (Imperialism) ที่นิยมล่าอาณานิคม และอ้างว่าตน (ตะวันตก) ค้นพบวัฒนธรรมของดินแดนอันไกลโพ้นเหล่านั้น
ขอขอบคุณ
www.designer.in.th › Artistic Movement

โพสต์โมเดิร์นนิสม์

ลัทธิหลังสมัยใหม่
Postmodernism

            โพสต์ โมเดิร์น” “หลังสมัยใหม่ในภาษาอังกฤษคือ post-modern หรือบ้างก็เขียนว่า postmodern หรือ ลัทธิหลังสมัยใหม่ (Postmodernism, โพสต์โมเดิร์นนิสม์)
เป็นที่เข้าใจกันว่าคำว่า โพสต์โมเดิร์นนิสม์ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในงานเขียนชื่อ อาร์คิเทคเจอร์ แอนด์ เดอะ สปิริต ออฟ แมน” (Architecture and the Spirit of Man) ของ โจเซ็พ ฮัดนอท (Joseph Hudnot) ในปี 1949 ต่อมาอีก 20 ปีให้หลัง ชาร์ลส์ เจนส์ (Charles Jencks) ช่วยทำให้แพร่หลายออกไป จนกระทั่งในปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 นักวิจารณ์ศิลปะเริ่มใช้คำๆนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นปกติ ในตอนนั้นคำว่า โพสต์โมเดิร์น ยังคลุมเครืออยู่มาก แต่โดยมากแล้วบ่งบอกถึงการต่อต้านลัทธิสมัยใหม่ (โมเดิร์นนิสม์)
นักทฤษฎีทั้งหลายเชื่อว่าการเปลี่ยนจากลัทธิสมัยใหม่ไปสู่ หลังสมัยใหม่ นั้นบ่งบอกถึงสำนึกที่ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงในสังคมและระเบียบใหม่ทางเศรษฐกิจ บรรษัทข้ามชาติขนาดมหึมาได้ก้าวเข้ามาควบคุมวิถีชีวิตด้วยระบบเทคโนโลยี สารสนเทศและสื่อมหาชนที่ทรงพลัง ซึ่งได้เข้ามาทำให้เขตแดนของประเทศชาติหมดความหมาย (ในแง่ของการถ่ายเททางข่าวสารข้อมูล อิทธิพลทางศิลปะและวัฒนธรรม) ตัวอย่างเช่น ภาพงานศิลปะในนิตยสารศิลปะที่สามารถเข้าถึงคนดูคนอ่านในระดับนานาชาติได้ อย่างรวดเร็ว
ลัทธิทุนนิยมในยุคหลังสมัยใหม่และหลังอุตสาหกรรมได้ทำให้ผู้บริโภคเกิด วิสัยทัศน์ใหม่ต่อประเด็นต่างๆในโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพรมแดนของโลกตะวันออกและตะวันตกที่ถูกกำหนดขึ้นหลัง สงครามโลก ครั้งที่ 2 และเรื่องการปฏิวัติในด้านสิ่งแวดล้อมโลก ที่เริ่มขึ้นระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้การเส้นแบ่งแยกระหว่างลัทธิ สมัยใหม่กับหลังสมัยใหม่ชัดเจนขึ้น หลังสมัยใหม่เป็นสัญญานที่บ่งบอกถึงความเสื่อมศรัทธาในความเป็นสมัยใหม่หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หลังสมัยใหม่ ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีอย่างสุดขั้ว แต่ต่อต้าน ความเจริญหรือความก้าวหน้าแบบลัทธิสมัยใหม่ที่ไม่สนใจ (หรือตอนนั้นยังไม่รู้) ผลกระทบที่รุนแรงต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ความคิดเกี่ยวกับลัทธิ สมัยใหม่ต้องการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปสู่ความเป็นสังคมยุคอุตสาหกรรม แต่หลังสมัยใหม่มีความปราถนาที่จะก้าวไปสู่ยุคอิเล็คโทรนิคมากกว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การทำงานศิลปะสมัยใหม่และทฤษฎีศิลปะต้องอยู่ในกฏเกณฑ์มากขึ้น มีกรอบที่ชัดเจนและแคบลงเกือบจะเหลือแค่ ศิลปะกระแสหลักที่เป็นแนวนามธรรมกระแสเดียว จากแนวคิดและรูปแบบของศิลปะลัทธิ มินิมอลลิสม์ (Minimalism) ที่ทำให้ศิลปินในช่วงนั้นกลับไปสู่ความเรียบง่ายอย่างถึงที่สุด จนเปรียบได้ว่ากลับไปที่เลขศูนย์เลยทีเดียว รูปทรงในศิลปะถูกลดทอนจนเปลือยเปล่า แทบจะไม่มีอะไรให้ดู
การมองโลกในแง่ดีและความคิดในเชิงอุดมคติแบบลัทธิสมัยใหม่ต้องหลีกทางให้แก่ความรู้สึกที่ความหยาบกร้านและข้นดำของลัทธิ หลังสมัยใหม่ศิลปะแบบ หลังสมัยใหม่ เติบโตขึ้นจาก พ็อพ อาร์ต (Pop Art), คอนเซ็ปชวล อาร์ต (Conceptual Art) และ เฟมินิสต์ อาร์ต (Feminist art) อันเป็นนวัตกรรมของศิลปินในยุคคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970 โดยแท้ พวก หลังสมัยใหม่ ได้ทำการรื้อฟื้นรูปแบบ ประเด็นสาระ หรือเนื้อหาหลายอย่างที่พวกสมัยใหม่เคยดูหมิ่นและรังเกียจที่จะเข้าไปเกี่ยว ข้อง โรเบิร์ต เว็นทูรี (Robert Venturi) สถาปนิกในยุค 1960 ได้เขียนแสดงความเห็นในงานเขียนที่ชื่อ คอมเพล็กซิตี้ แอนด์ คอนทราดิคชัน อิน อาร์คิเทคเจอร์” (Complexity and Contradiction in Architecture) (ปี 1966) เกี่ยวกับ หลังสมัยใหม่เอาไว้ว่า คือปัจจัย (ต่างๆ) ที่เป็นลูกผสมแทนที่จะ บริสุทธิ์”, “ประนีประนอมแทนที่จะ สะอาดหมดจด”, “คลุมเครือแทนที่จะ จะแจ้ง”, “วิปริตพอๆกับที่ น่าสนใจ”        ด้วยกระแสลัทธิหลังสมัยใหม่ ทำให้ศิลปะในแนวคิดนี้หันกลับไปหาแนวทางดั้งเดิมบางอย่างที่พวกสมัยใหม่ (ที่ทำงานแนวนามธรรม) ปฏิเสธไม่ยอมทำ เช่น การกลับไปเขียนรูปทิวทัศน์และรูปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และพวก หลังสมัยใหม่ ยังท้าทายการบูชาความเป็นต้นฉบับ ความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เหมือนใครของพวกสมัยใหม่ ด้วยการใช้วิธีการที่เรียกว่า หยิบยืมมาใช้” (Appropriation, แอ็บโพรพริเอชัน) มาฉกฉวยเอารูปลักษณ์ต่างๆ จากสื่อและประวัติศาสตร์ศิลป์ มานำเสนอใหม่ในบริบทที่เปลี่ยนไปบ้าง ในเชิงวิพากษ์วิจารณ์บ้าง เสียดสีบ้าง ในแวดวงทฤษฎีเกี่ยวกับศิลปะ หลังสมัยใหม่ได้ยกเลิกการแบ่งแยกศาสตร์ต่างๆ เช่น การแบ่งศิลปวิจารณ์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และสื่อสารมวลชนออกจากกัน โดยการนำเอาศาสตร์เหล่านั้นมาผสมร่วมกัน แล้วนำเสนอเป็นทฤษฎีหลังสมัยใหม่ เช่นงานทางความคิดของ มิเชล ฟูโค (Michel Foucault) ฌอง โบดริยารด์ (Jean Baudrillard) และ เฟรดริค เจมสัน (Fredric Jameson)
ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในกระแสศิลปะแบบ หลังสมัยใหม่ ในตะวันตกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ นิทรรศการศิลปกรรมย้อนหลัง สำหรับศิลปินที่ดังตั้งแต่อายุ 30 กว่าๆ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อศิลปินในการที่จะต้องประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยัง น้อย ในหลายกรณีได้ทำให้เกิดการประนีประนอมระหว่างการประสบความสำเร็จในอาชีพศิลปินกับ อุดมการณ์ทางศิลปะซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินในลัทธิสมัยใหม่เลย

            ลักษณะศิลปะ Post modern
 
1. การปฏิเสธศูนย์กลาง ซึ่งก็คือ การปฏิเสธอำนาจครอบงำ เน้นชายขอบซอกมุม เพื่อปลดเปลื้องการครอบงำทางเวลา เทศะและอัตลักษณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ ดังปรากฏในสถาปัตยกรรมจำนวนมากที่เลิกเน้นศูนย์กลาง
2. การปฏิเสธความเป็นเอกภาพ หรือ องค์รวม ภาพเขียนหรือสถาปัตยกรรมจึงไม่จำเป็นต้องจบสมบูรณ์ อาจเป็นหลายเรื่องซ่อนเร้นกัน

3. Post modern คัดค้านโครงสร้าง ระเบียบ ลำดับ ไม่ยึดติดกับโครงสร้างเพราะถือได้ว่าเป็นแนวคิดหลังโครงสร้างนิยม
4. Post modern ปฏิเสธจุดเริ่มต้น จึงปฏิเสธประวัติศาสตร์แต่โหยหาอดีต เนื่องจากความไม่มั่นคงทางอัตลักษณ์ อดีตของพวกเขาไม่ใช่ประวัติศาสตร์ แต่เป็นการทำลายประวัติศาสตร์เพราะมันถูกนำมาอยู่ในปัจจุบันหรือหลุดไปจากบริบทอย่างสิ้นเชิง

     ความคิดโพสต์โมเดิร์นเป็นทั้งการวิพากษ์และการตั้งคำถามที่มีต่อโลกแบบโมเดิร์นของตะวันตก ซึ่งมองว่าการสร้างสังคมสมัยใหม่ของโลกตะวันตกที่ได้กำเนินมานั้นไม่ได้พัฒนาความสุข การหลุดพ้น หรือชีวิตที่เป็นเหตุเป็นผล อย่างที่กล่าวอ้างกัน เป็นเพียงการสร้างวาทกรรมผ่านภาษา เพียงเพื่อครอบงำสังคมอื่นเพื่อชิงความได้เปรียบในหลายปัจจัย

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เกาะเซ็นโตซ่า

เกาะ Sentosa เกาะมหาสนุก

เกาะเซ็นโตซ่า (Sentosa) หรือ เกาะมหาสนุก เมื่อก่อนเคยเป็นฐานทัพทางทหาร เมื่อครั้งยังตกเป็นอาณานิคม ของคนอังกฤษ ปืนใหญ่ที่เมื่อก่อนเคยใช้ ก็เป็นจัดแสดงโชว์ที่นี่ คือ ฟอร์ด ซิโลโซ่ (Fort Siloso) ใน ต่อมาทางรัฐบาลได้สร้างขึ้นมาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ภายในเกาะเซ็นโตซ่ามีขนาด 5 ตารางกิโลเมตร เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดอันดับสี่ของสิงคโปร์ ภายในเกาะถูกจัดให้มีสถาน ที่สำหรับท่องเที่ยวหลายที่ สามารถ นั่งรถรางฟรีภายในเกาะเชื่อมต่อไปยังสถานที่เที่ยว

จุดท่องเที่ยวหลักๆของเกาะเซ็นโตซา มีดังนี้
Image of Sigapore ลักษณะเหมือนพิพิทธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องรามของสิงคโปร์โดยใช้สื่อมัลติมีเดียเป็นจุดแรกที่ลงจากรถกระเช้ามาก็จะพบอาคารสีขาวหลังคาแดง
ค่าบริการ 10 เหรียญ และ 7 เหรียญสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี เดินทางโดยรถบัสสายสีน้ำเงินและสีแดง
         Carlsberg Sky Tower เป็นหอคอยสูง 131 เมตรการเข้าชมเค้าจะพาเราขึ้นแคบซูลวงกลมซึ่งจะหมุนช้าๆ 360 องศาและไต่ระดับขึ้นไปจนสุดความสูงของหอนักท่องเที่ยวจะเห็นทัศนียภาพรอบเกาะเซนโตซาและเกาะสิงคโปร์รวมไปถึงตอนเหนือของหมู่เกาะอินโดนีเซีย
ค่าบริการผู้ใหญ่ 12 เหรียญ เด็ก 10 เหรียญ เดินทางโดยรถบัสสายสีน้ำเงินและสีแดง
         Butterfly Park & Insect Kingdom อาณาจักรผีเสื้อและแมลง รวบรวมผีเสื้อและแมลงกว่าพันชนิด
ค่าบริการผู้ใหญ่ 10 เหรียญ เด็ก 6 เหรียญ เดินทางโดยรถบัสสายสีน้ำเงินและสีแดง
          Sentosa Luge & Skyride เครื่องเล่นลักษณะคล้ายรถ go-cart ก่อนเล่นต้องนั่งกระเช้าคล้ายกระเช้าเล่นสกี(Luge)ขึ้นไปบนเขาแล้วไถรถลงมาตามลาดเนินเขา  
ค่าบริการรอบละ 10 เหรียญ สองรอบ 18 เหรียญบัตรครอบครัวสำหรับ 4 คน 27 เหรียญต่อรอบ เดินทางโดยรถบัสสายสีแดง และสีน้ำเงิน
          Underwater World ศูนย์แสดงสัตว์น้ำเหมือน Ocean World บ้านเรา
ค่าบริการผู้ใหญ่ 19.90 เหรียญ เด็ก 12.70 เหรียญ เดินทางโดยรถบัสสายสีน้ำเงินและสีแดง
เมื่อซื้อตั๋วเข้าชม Under Water World แล้วสามารถใช้ตั๋วอีกส่วนเข้าชมโลมาโชว์ได้ที่ Dolphin Lagoon
          Songs of the Sea การแสดงแสง สี เสียง ผ่านมาผ่านน้ำ รอบการแสดงมี 2 รอบคือทุ่มสี่สิบและสองทุ่มสี่สิบ
ค่าเข้าชมคนละ 6 เหรียญ
         The Merlion สิงห์โตหางเป็นปลาขนาดยักษ์ ความสูง 37 เมตรสามารถขึ้นไปชมวิวบนปากและตาของสิงห์โตได้
          Merlion ที่สิงคโปร์มีทั้งหมด 3 ตัว อีก 2 ตัวอยู่ที่ Marina Bay ตัวใหญ่พ่นน้ำได้เป็น Landmark ของประเทศ
อีกตัวอยู่ด้านหลังเป็นตัวเล็กครับ ค่าเข้าชม Merlion ที่เซ็นโตซ่า ผู้ใหญ่ 8 เหรียญ เด็ก 5 เหรียญ
        Sentosa 4D Magix โรงหนังสี่มิติ ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 16 เหรียญ เด็ก 9.5 เหรียญ
การเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปสิงค์โปร์
เดินทางออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงสนามบินนานาชาติชางฮี (Changhi Airport)เมื่อมาถึงเรียบร้อยแล้วก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า MRT เข้าเมือง ไปตามป้ายที่เขียนว่า Train to City ลงสถานี Haber Front

  สำหรับการเดินทางจากเกาะสิงคโปร์ไปสู่เกาะเซ็นโตซ่าก็มีด้วยกันหลายวิธีคือ
1. กระเช้าลอยฟ้า (Cable Car)
จากบนยอดตึกฮาเบอร์ฟรอนท์ทาวเวอร์ 2

                                           
ลงแบบทางด่วน 1 คันนั่งได้ 2 คน ค่าบริการคนละราว 300 บาท


คุณป้ามหาภัย (ภาพจากโปสเตอร์) จะเร็วจะช้า ก็อยู่ที่มือนั่นแหละครับ
2. รถราง Sentosa Express จากสถานี  Haber Front ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 ของตึกvivo city

การเดินทางด้วย Sentosa Express ออกจาก MRT Harbour Front ก็ให้เดินไปตามป้ายบอกทาง Sentosa Express Vivocity L3



ก็ให้เดินไปตามป้ายบอกทาง Sentosa Express Vivocity L3




ซื้อบัตรกันก่อนราคาไปกลับคนละ 3$ เพิ่มเติมอีกนิด ตอนนี้สามารถใช้ บัตร EZ-Link ได้แล้ว




หน้าตาบัตรโดยสาร Sentosa Express





เจ้ารถ Sentosa Express ก็เป็นรถไฟฟ้า วิ่งบนรางเชื่อมระหว่างฝั่งสิงคโปร์กัเกาะ Sentosa




 






แล้วก็ลงที่สถานีแรกกันเลยที่สถานี Waterfront Station



3. รถเมล์ (bus) จาก Bus Terminal  Haber Front
เมื่อเดินทางถึงเกาะ เซ็นโตซ่า แล้วก็นั่งรถบัสเพื่อเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ บนเกาะเซ็นโตซ่า บางแห่งสามารถเดินเท้าเที่ยวได้ แต่แหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง ไม่สามารถเดินไปเที่ยวได้ รถบัส ที่ให้บริการบนเกาะเซ็นโตซ่า ซึ่งการบริการนี้เป็นบริการฟรี รถเมล์ที่วิ่งให้บริการบนเกาะ มี 4 สาย โดยแบ่งเป็น 4 สีดังนี้คือ
1.        สายน้ำเงิน ให้บริการ Image of Sigapore ลักษณะเหมือนพิพิทธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องรามของสิงคโปร์ ; Carlsberg Sky Tower; Butterfly Park & Insect Kingdom อาณาจักรผีเสื้อและแมลง; Underwater World; Sentosa Luge & Skyride เครื่องเล่น
2.        สายสีเหลือง ให้บริการรถบัสเซนโตซ่า
3.        สายสีเขียว ให้บริการ SBS Transit สวนสาธารณะ
4.        สายสีแดง ให้บริการ Image of Sigapore ลักษณะเหมือนพิพิทธภัณฑ์บอกเล่าเรื่องรามของสิงคโปร์; Carlsberg Sky Tower; Butterfly Park & Insect Kingdom อาณาจักรผีเสื้อและแมลง; Underwater World; Sentosa Luge & Skyride เครื่องเล่น
โดยที่รถบัสทั้ง 4 สายจะวิ่งวนไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รอบเกาะ เริ่มตั้งแต่ 09.00 - 24.00 ทุกวัน
แหล่งที่มา